วันอาทิตย์, 13 มิถุนายน 2564

จิตกร ศรีคำเครือ : ฟุตบอลลิสต้า ที่เล่าเรื่องฟุตบอลจนใครๆ ก็อินตาม

รายการ Footballista ของช่อง Main Stand เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยน้ำเสียง และการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

เคล็ดลับ คืออะไร? เราจะมาเปิดใจพูดคุยกับเขา…

วิกฤติ…กับโอกาส

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ใครหลายๆ คนต้องเผชิญกับปัญหา ภาครัฐ, เอกชน, ชาวไร่ชาวนา ตลอดจนวงการสื่อ ต่างได้รับผลกระทบทั้งหมด

งานถ่ายรายการข้างนอกแทบเป็นหมัน ไม่มีใครอยากเสี่ยงออกไปพบกับโรคร้าย นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง

“จริงๆ จุดเปลี่ยนก็คือช่วงโควิด-19 นั่นแหละ ทุกคนได้รับผลกระทบหมด”

“พอมันออกไปถ่ายรายการไม่ได้ เราก็ต้องปรับตัว เราก็เลยมานั่งคิดว่า จะทำอะไรกันได้บ้าง เราก็มีคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับกีฬาในรูปแบบบทความเยอะมาก เรามาทำให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดได้ไหม? ด้วยการเริ่มหยิบเรื่องเหล่านั้นมาเล่า ด้วยรูปแบบการนำเสนอของเรา ตอนนั้นคิดแค่นั้นเลย แต่พอทำไปก็รู้สึกว่ามันเข้ากับจริตของเรา”

“ผมเป็นคนชอบเล่าเรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลอยู่แล้ว ชอบมองหามุมเล็กๆ ของมัน ฟุตบอลมันคือสังคมที่ย่อส่วนลงมา เพราะฉะนั้น มันจะมีอะไรที่นอกเหนือจากผลการแข่งขันในสนาม เรื่องราวเบื้องหลังต่างๆ ที่ได้รับรู้มา แล้วมันทำให้รู้สึก “ว้าว” เราเลยอยากให้มันออกมาอยู่เบื้องหน้าให้คนรับรู้มากขึ้น”

“ฟุตบอลมันมีพลังของมัน เราอาจจะเป็นแค่ตัวกลางในการส่งพลังบวกให้กับคนอื่นที่ยังไม่รู้ว่า เฮ้ย มันมีเรื่องพวกนี้อยู่ด้วยเหรอ จากที่เรามาคุยกัน มาเกทับกันว่า เฮ้ย! ทีมเราชนะ-แพ้ แต่มันมีพลังอื่นๆ อีกมากมาย พอเราเติบโต เราได้เห็นมุมมองมากขึ้น มีข้อมูลมากขึ้น หรือบางเรื่องก็เพิ่งรู้ เราก็แค่อยากเล่าเรื่องราวนั้นให้ทั้งคนที่ชอบและอาจจะไม่ได้สนใจฟุตบอลได้ฟัง”

“เดอะ ฟุตบอลลิสต้า”

ชื่อรายการ Footballista บ่งบอกถึงตัวตนของ จิตกร ศรีคำเครือ เป็นอย่างดี เขามีความรัก คลั่งไคล้ในฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าเส้นทางอาชีพของเขา หากเปรียบกับนักฟุตบอลแล้ว ก็ไม่เคยนอกลู่นอกทาง เข้าทำงานที่บริษัท สยามสปอร์ต จำกัด เป็นคอลัมนิสต์มายาวนาน ภายใต้นามปากกา “ยักษ์ ดอยแดง” เคยมีส่วนร่วมไปทำข่าวฟุตบอล ทั้งยูโร และฟุตบอลโลก, ไปใช้ชีวิตที่เยอรมนีหลายปี ตลอดจนเป็นผู้บรรยาย และนักวิเคราะห์การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก จนกระทั่งย้ายมาเป็นหนึ่งในผู้บริหาร และ Frontman ของ Main Stand

จึงไม่แปลก ที่เขาจะเล่าเรื่องฟุตบอลได้น่าหลงใหล จนมีผู้ติดตาม และชื่นชมมากมาย แต่ในฐานะนักเล่าเรื่อง เขาหยุดนิ่งไม่ได้ จิตกร ศรีคำเครือ ยังต้องใส่ความรู้เพิ่มเติมเสมอ และที่สำคัญ คือ การศึกษาเรื่องที่กำลังจะเล่าอย่างถ่องแท้ เขาบอกกับเราว่า “ไม่มีทางที่เราจะเล่าเรื่องได้น่าฟัง หากเรารู้เรื่องนั้นๆ ได้ไม่ดีพอ”

“ก่อนที่จะเล่าเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง เราก็ต้องศึกษาข้อมูล ก่อนที่จะมานำเสนอให้คนรู้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราต้องศึกษาหรืออ่านมาก่อน”

“ไม่มีทางที่เราจะเล่าเรื่องได้น่าฟัง หากเรารู้เรื่องนั้นๆ ได้ไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องใส่ใจกับมัน”

“ข้อดี และข้อได้เปรียบของเราคือ เราเป็นคนบ้าคลั่งในฟุตบอล คลั่งไคล้ในทุกๆ มิติของมัน ไม่ใช่แค่ในสนาม แต่รวมถึงเรื่องนอกสนาม เราเคยผ่านงานจากสถานที่ที่มีแต่คนชอบฟุตบอล ทุกอย่างค่อยๆ สั่งสม อาศัยครูพักลักจำ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าศาสตร์นั้นจะเอามาใช้ยังไง แต่เราก็ใส่ความเป็นตัวตนของเราไป ค่อยๆ ปรุงเรื่องราวให้มันกลมกล่อม”

“แต่การเป็นนักเล่าเรื่องฟุตบอลของผม ผมขอเปรียบกับเชฟ เราเริ่มจากร้านอาหารตามสั่งทั่วไป จนวันนี้อาจจะเข้าเป็นเชฟในภัตตาคารโรงแรม แต่ไม่ว่าจะยืนทำอาหารที่ไหน จะร้านตามสั่ง หรือภัตตาคาร มันก็คือตัวตนของเรา เราปรุงหรือถ่ายทอดออกมาเป็นสไตล์ของเรา”

“หรือถ้าเทียบกับฟุตบอลแล้ว ผมอาจจะไม่ใช่นักฟุตบอลที่เก่งหรอก แต่เรามีตัวตน มีสไตล์ที่ชัดเจน และเราตั้งใจ ที่สำคัญคือ ฟุตบอลคือการเล่นเป็นทีม ทุกคนมีส่วนช่วยให้ทุกๆ เรื่องออกมา อย่างทีมงานที่คิดค้นบทความ, ทีมงานโปรดักชั่น ทุกคนสำคัญหมด ผมเป็นแค่คนคิดวิธีในการทำประตูเท่านั้น ทั้งหมดมันก็ส่งต่อมาให้เรา และเราเองก็ได้เรียนรู้ถึงวิธีการคิดของคนรุ่นใหม่ๆ เพื่อยกระดับให้เราครบทุกด้านมากขึ้น”

พลังที่ยิ่งใหญ่ของฟุตบอล

จิตกร พูดกับเราตั้งแต่แรกว่า “ฟุตบอลมันมีพลังในตัวของมัน”

สิ่งที่เขาพูดคงไม่ได้เกินความจริง เพราะหลายๆ ครั้งที่เราเห็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของฟุตบอล เปลี่ยนแปลงชีวิตคน เปลี่ยนเมือง หรือกระทั่งเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริงๆ

หากพูดถึงความฝันของจิตกร ในฐานะสื่อคนหนึ่ง เขาไม่ได้ต้องการรับการเชิดชู แต่เขาอยากเป็นตัวกลางในการทำให้ฟุตบอลกลายเป็นพลังเสริมสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้คน

“ตัวตนจริงๆ ผมเป็นคนเซนซิทีฟนะ บางทีเราจะตื้นตันกับเรื่องดีๆ แบบเล็กๆ น้อยๆ ก็ซึ้งแล้ว มันก็เลยทำให้เราดำดิ่งไปกับเรื่องนั้นๆ มากขึ้น”

“ผมก็หวังว่าอยากจะทำให้เรื่องที่ผมถ่ายทอดออกไปด้วยความจริงใจ มันสร้างพลัง สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้ และถ้าผมได้เปลี่ยนอะไรใคร สร้างแรงบันดาลใจให้ใครได้ แม้แต่คนเดียว ผมจะดีใจมาก”

“ถ้าพูดถึงเรื่องความฝันในชีวิต ผมว่าความฝันผมเสร็จสิ้นไปแล้ว ได้ไปเยือนโอลด์ แทร์ฟฟอร์ด, ไปแอนฟิลด์ ไปทำงานในฟุตบอลยูโร กระทั่งฟุตบอลโลก

“แต่วันนึงถ้าคุณได้ฟังเรื่องราวที่ผมเล่า แล้วลุกขึ้นมาเพื่อทำอะไรสักอย่าง ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำทุกวันนี้ ผมคงถือเป็นการบรรลุความสำเร็จแล้วล่ะ…ไม่ได้มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้จริงๆ” จิตกร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านผู้อ่านของไทยรัฐ สามารถติดตามผลงานของ จิตกร ศรีคำเครือ ได้ในรายการ Here Comes The Time : Euro 2020 ที่ไทยรัฐ จับมือร่วมกับ Main Stand ผลิตรายการเกาะติดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน ถึง 12 กรกฎาคม ทางเพจ ไทยรัฐสปอร์ต – Thairath Sport เวลา 19.00 – 20.00 น. ซึ่งนอกจากจิตกร แล้วยังมี ไมเคิล โธมัส เบิร์น อดีตนักเตะไทยลีกมาเป็นหนึ่งในพิธีกรร่วมด้วย.